ชีวิตพลิกผันของ "เอกณัฏฐ์ คงเกตุ" จากคนงานก่อสร้างสู่นักฟุตบอลอาชีพ

Publish 2018-03-10 18:08:36




เก่งมาจากไหน? สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นคำถามที่เมื่อถามออกไปอาจจะดูน่าหมั่นไส้ หรือชวนทะเลาะให้เป็นเรื่องเป็นความ แต่สำหรับแฟนสวาทแคทแล้ว เก่งมาจากไหน? น่าจะเป็นคำถามที่แฟนสวาทแคทหลายคนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย ยิ่งถ้ารู้ว่า จากอาชีพของครอบครัวที่ขับรถสองแถวส่งผู้คนแถวบ้าน จากลูกน้องช่างทำงานก่อสร้าง ก่ออิฐ ผสมปูน ปูกระเบื้อง แล้วพัฒนาตัวเองมาสู่นักฟุตบอลอาชีพได้แล้วด้วยล่ะก็ เรื่องราวของเขาน่าจะเป็นแรงบันดาลใจจุดไฟในการต่อสู้กับอุปสรรคของทุกคนได้ดีเลยทีเดียว

เอกพจน์ คงเกตุ ชื่อนี้ไม่ได้พิมพ์ผิด แต่เป็นชื่อที่เจ้าตัวใช้มาตั้งแต่เกิด ก่อนที่เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็น "เอกณัฏฐ์" เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งตำแหน่งแบคขวาที่โชว์ฟอร์มเก่งสมชื่อตัวเอง จนแฟนบอลทั่วไปตะลึงพึงเพริดในลีลาการบุกที่เร้าใจ และจังหวะสปีดลงไปตัดบอลในเกมรับนั้น เจ้าตัวเพิ่งจะมาเล่นจริงจังกับตำแหน่งนี้ในสมัยที่มาค้าแข้งกับโคราชเท่านั้น เพราะเมื่อยามเริ่มเล่นฟุตบอลกับทางประจวบ เอฟซี ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในลีกภูมิภาค เขาลงเล่นเป็นตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ถ้ามีเปลี่ยนแทคติคนิดหน่อยก็จะขยับไปยืนปีกบ้างเป็นครั้งคราว

โดยเจ้าเก่งเล่าที่มาที่ไปในการเริ่มเล่นฟุตบอลว่า "จริงๆ แล้วผมเป็นคนราชบุรีครับ แต่มีญาติเขาทำงานอยู่ที่ประจวบได้ข่าวว่าสโมสรกำลังคัดตัวนักเตะเลยบอกให้ผมไปลองดู แต่เดิมผมเตะบอลเดินสายอยู่ครับ แล้วก็ได้เตะในรายการไทคัพ ให้ จ.ราชบุรี พอไปคัดก็เลยได้ช่วยทีมตั้งแต่ปี 2011 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพครับ โดยก่อนได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ บ้านผมพ่อแม่เขาขับรถสองแถวครับ พ่อเป็นคนขับ แม่เป็นคนเก็บเงิน ส่วนผมเองโตมาก็ไปเป็นลูกน้องช่าง ทำงานก่อสร้างครับ"

จังหวะชีวิตชีพจรลงเท้าจากการที่โค้ชธง ธงชัย สุขโกกี ได้ย้ายจากการคุมทีมประจวบ เอฟซี ไปดูแลทีมขอนแก่น ยูไนเต็ด ทำให้ เอกณัฏฐ์ ได้โอกาสย้ายไปร่วมงานกับโค้ชธงที่ขอนแก่น ยูไนเต็ดด้วย แต่เมื่อเปลี่ยนสโมสรใหม่กลับทำให้เจ้าตัวต้องเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นจากกองหน้าตัวเป้าไปยืนเซ็นเตอร์แบค นั่นถือเป็นโอกาสและประสบการณ์ที่ดี เพราะคนที่ยืนเซ็นเตอร์แบคคู่กับเขาในตอนนั้น ขณะนี้พัฒนาตัวเองไปเป็นเซ็นเตอร์ตัวหลักของทีมชาติไทยแล้ว นั่นคือ เจ้าโย่ง พรรษา เหมวิบูลย์ กองหลังตัวเก่งของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน

แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่จบสิ้น เพราะเพียงเวลาไม่นานทางขอนแก่น ยูไนเต็ด ได้เปลี่ยนโค้ชใหม่อีกครั้งคราวนี้มาเป็น ลูโบเมียร์ รีตอฟสกี้ เฮดโค้ชชาวเซอร์เบียเข้ามาทำหน้าที่แทน แถมยังขยับเจ้าตัวไปเล่นตำแหน่งแบคซ้ายอีกด้วย ก่อนที่จะโดนขยับมาเล่นแบคขวาในช่วงท้ายๆ ก่อนที่สโมสรจะโดนตัดสิทธิ์การลงแข่งขันไป พร้อมๆ กับโอกาสการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเจ้าตัวที่ต้องหยุดชะงักตามไปด้วย

โดยเจ้าตัวเปิดเผยถึงตำแหน่งการเล่นที่ชื่นชอบว่า "ถ้าจะถามว่า เล่นมาทุกแทบทุกตำแหน่งในสนาม ก็คงเป็น แบคขวา นี่ล่ะครับที่ชอบที่สุด เพราะผมชอบจังหวะในการเติมเกมของตำแหน่งแบคขวา ทำให้ผมได้วิ่ง ได้มีอิสระในทางวิ่งของตัวเอง ผมเป็นคนชอบวิ่งครับ"

จากนั้นลูกพี่เก่งได้เล่าถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลไทยที่มีการประกาศตัดสิทธิ์การลงเล่นของทีมขอนแก่น ยูไนเต็ด ว่า "ตอนทีมโดนยุบไปก็ประมาณ 5-6 เดือนนะครับ ผมก็ต้องกลับมาทำงานที่บ้านตามเดิม มาเป็นลูกน้องช่าง มาทำงานก่ออิฐ ผสมปูน ปูกระเบื้อง ตามเดิมน่ะครับ แต่โชคดีที่โค้ชรีตอฟสกี้เขาเป็นเพื่อนกับมิลอส โจซิค ครับ เขาทราบว่า มิลอส ต้องการผู้เล่นตำแหน่งแบคขวาพอดี ก็เลยแนะนำผมให้มิลอส ซึ่งจังหวะที่สวาทแคทติดต่อเข้ามา ผมกำลังผสมปูนอยู่เลยครับ ฮ่าๆๆ (เจ้าตัวหัวเราะให้กับโชคชะตาของตัวเอง) เพื่อนก็กำลังปูกระเบื้องกันอยู่ เขาโทรมาก็เรียกให้ผมไปเซ็นสัญญาทันที ผมนี่ไม่เป็นอันทำงานแล้วครับ เขาก็ติดต่อมาประมาณก่อนปิดฤดูกาล 2016 ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว พอทีมโดนยุบไป ผมก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานก่อสร้างของผมอย่างเดียวเลยครับ เพราะด้วยเรื่องรายได้ ทำให้ไม่ค่อยได้ดูแลร่างกายเท่าไหร่ แต่พอโทรศัพท์เข้ามาผมก็ต้องทำงานตามเดิมล่ะครับ แต่อาศัยหลังจากที่เลิกงาน 5-6 โมงเย็นแล้ว ก็ไปเตะบอลกับเพื่อนบ้าง วิ่งรักษาสภาพความฟิตตัวเองไปด้วยบ้าง ซึ่งพอดีว่า ทีมก็เรียกให้ไปซ้อมพอดีด้วยครับ"

ดังคำกล่าวที่ว่าฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอ เจ้าตัวได้เปิดเผยถึงความประทับใจในการรับใช้สวาทแคทในฤดูกาลที่แล้วว่า "ช่วงมาสวาทแคทใหม่ๆ ผมก็ทำประตูได้บ้างครับ แต่เอาจริงๆ สมัยก่อนผมทำประตูได้เยอะนะครับ ยิ่งตอนอยู่ประจวบ เอฟซี นี่เกือบแตะสองหลักทุกฤดูกาล ไปอยู่ขอนแก่น ยูไนเต็ดได้เล่นเซ็นเตอร์ก็ทำไปประมาณ 3 ประตูครับ จากจังหวะเติมเกมไปเล่นลูกเซ็ตพีซ ซึ่งประตูกับสวาทแคทที่ผมประทับใจที่สุด คือ ประตูที่ผมช่วยให้ทีมตีเสมอศรีสะเกษ ได้ 3-3 ที่สนามศรีนครลำดวน คือ ต้องเล่นในบ้านเขา แล้วมาทำประตูได้ตอนทดเจ็บไปแล้ว 3 นาที ดีใจที่สุดเลยครับที่ช่วยให้ทีมมีแต้มกลับมาได้ในเกมนั้น"

ณ ตอนนี้ที่เจ้าตัวมีอาชีพหลักเป็นนักฟุตบอลก็ใส่ใจกับตรงนี้อย่างเต็มที่ เรียกว่า ไม่มีงานอดิเรกอื่นใดมารบกวนสมาธิเลย ถ้าจะมีช่วงเวลาว่างที่ทีมหยุดให้ 1 วันต่อสัปดาห์ก็จะใช้เวลาทั้งหมดกับครอบครัว เพราะการมาค้าแข้งที่โคราชนั้น เจ้าตัวต้องมาตัวคนเดียว ส่วนภรรยาและลูกน้อยยังคงอาศัยที่ จ.ราชบุรี ตามเดิม

ด้วยอายุ 29 ปีเต็มในตอนนี้เป้าหมายฟุตบอลของเอกณัฏฐ์ หลังจากพาตัวเองมาตะลุยลีกสูงสุดได้ ก็ฝันอยากจะมีสักครั้งได้ติดธงไตรรงค์รับใช้ทีมชาติไทยสักครั้ง ซึ่งด้วยผลงานส่วนตัวและผลงานของทีมในตอนนี้ รวมถึงคำประกาศของเฮดโค้ชอย่าง มิโลวาน ราเยวัช ที่บอกว่า คิงส์คัพในเดือนมีนาคมนี้ จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ทีมอย่างแน่นอน นั่นทำให้อดเอาใจช่วยไม่ได้ว่า น่าจะมีชื่อของเจ้าเก่งเข้าสู่ทำเนียบทีมชาติไทยจากการส่งเข้าประกวดของสวาทแคทอีกสักคน

"ใจจริงผมยังไม่ได้คิดเรื่องแขวนสตั๊ดเลยนะครับ เพราะในแต่ละนาทีผมยังเต็มที่อยู่กับหน้าที่ของตัวเอง ผมยังคิดอยู่แค่นั้นครับ ไม่ได้มองไกลกว่านั้นเลย ซึ่งถ้าแขวนสตั๊ดแน่นอนว่า โคราช คือ ทีมที่ผมอยากจบอาชีพค้าแข้งด้วยมากที่สุดครับ" เอกณัฏฐ์บอกเล่าความตั้งใจแบบที่แฟนสวาทแคทได้ยินแล้วต้องชื่นใจอย่างแน่นอน

 

ย้อนกลับมาเล่าเรื่องที่ต้องสู้กับตัวเอง เจ้าเก่งอธิบายว่า "อาการบาดเจ็บหนักๆ ผมก็ไม่ค่อยมี อุปสรรคในชีวิตนักฟุตบอลผมที่หนักที่สุดคือ การสู้เพื่อให้ได้ลงเล่นเป็น 11 คนแรกนี่ล่ะครับ เพราะมาโคราชครั้งแรกเลยคือ ทั้งเป็นลีกสูงสุด ทั้งเป็นทีมใหญ่ด้วยจำนวนแฟนบอลแล้ว ผมยังหวั่นใจว่า ผมจะได้ลงสนามบ้างไหมนะ ผมจะเบียดเขาได้หรือเปล่า แต่ผมอาศัยความมุ่งมั่น ตั้งใจ นี่ล่ะครับ ต่อให้ไม่ได้ลง ผมก็จะมุ่งมั่นของผมอยู่แล้วครับ"

ซึ่งอันที่จริง ตลอด 8 ปีในอาชีพพ่อค้าแข้งของเจ้าตัวก็สามารถยึดตัวแหน่งตัวจริงมาได้อย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่า นักฟุตบอลโนเนม ไร้ชื่อเสียงการันตี และมาเริ่มอาชีพนักฟุตบอลตอนอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว จะมีโอกาสลงเล่นเป็น 11 คนแรกมาตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เจ้าตัวมองว่า "ผมมั่นใจมากกว่าครับ อาศัยผลงานมากกว่าคำพูด ผมก็แค่วิ่ง แค่สู้ของผมไปเรื่อยๆ ไม่ท้อเลยครับ"

กลับมามองที่ฟอร์มตัวเอง เจ้าตัวยังมองเห็นจุดบกพร่องที่บอกมาเองว่า พร้อมแก้ไขและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งทั้งหมดเจ้าตัวขอกลบปัญหาเหล่านั้น ด้วยความมั่นใจและความมุ่งมั่นของตัวเอง โดยเชื่อว่า หากเราทุ่มเทอย่างเต็มที่ทุกปัญหา อุปสรรค ข้อบกพร่อง จะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน

เรื่องของตัวเลขเป็นสิ่งที่คู่กับคนไทย เช่นเดียวกับเอกณัฏฐ์ที่บอกเล่าที่มาของหมายเลข 5 ที่เจ้าตัวใช้ลงสนามกับสวาทแคทว่า "จริงๆ ผมชอบเบอร์ 25 ครับ เพราะเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกผมก็ใส่เบอร์ 25 แล้วก็ทำผลงานได้ดี บวกกับลูกผมเองก็เกิดวันที่ 25 ด้วยครับ แต่พอย้ายทีมมาสองครั้ง เบอร์โปรดของผมไม่ว่างเลยครับ พอดีเบอร์ 5 ว่างแล้วใกล้เคียงกับเลขที่ชอบก็เลยใช้มาตลอดครับ"



ธรรมดาของการสัมภาษณ์ที่ลงท้ายก็ต้องให้นักฟุตบอลกล่าวถึงแฟนบอล ซึ่งเจ้าเก่งก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจว่า "อยากขอให้ทุกคนช่วยมาให้กำลังใจเยอะๆ หน่อยครับ เพราะพวกเรานักฟุตบอลทุกคนสู้เต็มที่ครับ เหมือนสองเกมที่ผ่านมาในบ้านที่มีผู้ชมเข้ามาเป็นหมื่นเนี่ยครับ ยิ่งคนดูเยอะพวกเราก็เหมือนจะมีขีดจำกัดในการวิ่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อยากเชิญชวนแฟนบอลเข้ามาช่วยให้กำลังใจพวกเราเยอะๆ นะครับ"

"ถ้าหลังจบเกมแล้วผมจะแจกเสื้อนี่ ผมขอวัดดวงดีกว่าครับ ผมไม่อยากเฉพาะเจาะจงให้ใครคนเดียวครับ กลัวคนอื่นๆ จะเสียกำลังใจครับ ผมเลยต้องขอวัดดวงโยนเข้าไปตรงที่คนเยอะๆ เลยครับ" หวังว่า ทุกคนจะเข้าใจเจ้าเก่งในเรื่องนี้แล้วนะครับ

ก่อนที่สุดท้ายเอกณัฏฐ์จะปิดท้ายว่า "เป้าหมายปีนี้ แม้จะบินสูงอยู่ แต่ขอไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ตั้งเป้าพาทีมจบอันดับที่เลขตัวเดียวให้ได้ก็ภูมิใจแล้วครับ"

ดูเหมือนว่า พลังสำคัญของทีมฟุตบอลและนักฟุตบอล จะมาจากพลังงานหัวใจที่สำคัญที่สุดอย่าง แฟนคลับ แต่เชื่อว่า ณ ตรงนี้ เรื่องราวของเอกณัฏฐ์ คงเกตุ จะได้ส่งพลังงานแห่งการต่อสู้ตลอดมาของเขาให้แฟนคลับสวาทแคททุกคนได้มีพลังงานหัวใจในการต่อสู้กับเรื่องราวของตัวเอง เพื่อที่พวกเราจะกลับมารวมพลังกันอีกครั้งในรังเหย้าสวาทแคทที่พวกเรารักและให้ทุกคนได้เห็นกันอีกครั้งว่า พลังงานหัวใจของพวกเราชาวสวาทแคทนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

 

 

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก เอกณัฏฐ์ คงเกตุ

 


เรียบเรียงโดย : กนกวรรณ โอวาส