"ในหลวง" กับ โครงการพระราชดำริ "สถาบันราชประชาสมาสัย" สู่การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน (มีภาพ)




นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชสมภพในราชสกุลที่ผูกพันกับงานด้านการแพทย์การสาธารณสุข นับตั้งแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อีกทั้งสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่ทรงมีคุณูปการต่องานด้านการแพทย์การสาธารณสุขอย่างมาก พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข และทำให้มีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับด้านนี้จำนวนมาก อย่างในเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ ทั้งโรคเรื้อน วัณโรค หรือแม้แต่โรคโปลิโอ
       
       “ยกตัวอย่าง การจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย จุดเริ่มต้นจากภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นมีอัตราผู้ป่วยโรคเรื้อนสูงกว่าภาคอื่น ๆ จึงทรงสนพระราชหฤทัยในโครงการทดลองควบคุมและบำบัดโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุข และทรงรับโครงการควบคุมโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุขไว้เป็นโครงการในพระราชดำริ รวมทั้งให้จัดตั้ง “สถาบันราชประชาสมาสัย” ขึ้น พระองค์ยังมีพระราชดำรัสให้ดูแลลูกของผู้ป่วยโรคเรื้อน รวมไปถึงลูกของผู้ป่วยโรคเอชไอวี/เอดส์ โดยราชประชาสมาสัย หมายถึง “พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยกัน” ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่มีต่อผู้ป่วยโรคเรื้อน” ปลัด สธ. กล่าว
       
       



นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคเรื้อนในประเทศไทย ขณะนี้มีแนวโน้มลดลงมาก และประเทศไทยสามารถดำเนินงานควบคุมโรคเรื้อนได้บรรลุเป้าหมายและไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2537 ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 มกราคม 2558 ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยโรคนี้ขึ้นทะเบียนรักษารวม 576 ราย กระจายทุกภาค โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ 188 ราย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่าห่วงขณะนี้พบว่าในผู้ป่วยรายใหม่มีความพิการขั้นรุนแรงก่อนมาพบแพทย์รักษา เช่นหนังตาปิดไม่สนิทเวลาหลับ นิ้วมือนิ้วเท้าหงิก งอ กุด หรือด้วน หรือเป็นแผล สูงขึ้นถึงร้อยละ 16 จึงได้ปรับระบบบริการแนวรุก เพิ่มการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติทุกสัญชาติ โดยตรวจสุขภาพ หากพบจะให้การรักษาฟรี กลุ่มที่เน้นเป็นพิเศษ ได้แก่ แรงงานข้ามชาติ เรือนจำ พื้นที่ชายแดน แรงงานย้ายถิ่น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะเร่งรัดงานปราบโรคเรื้อน ตามพระราชดำริของพระองค์ท่านต่อไปจนกว่าโรคเรื้อนจะไม่เป็นปัญหาต่อประชาชนในประเทศไทย
       
       นพ.โสภณ กล่าวว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขด้วย เพื่อดูแลประชาชนอย่างมากมาย อย่างการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้น้อมนำพระราชดำริในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค โดยเราสามารถใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับงานด้านสาธารณสุขได้ ทั้งหลักเหตุและผล หลักพอประมาณ และหลักบริหารความเสี่ยง ยกตัวอย่าง การบริโภคหากกินมากเกินไป ไม่ออกกำลังกาย ก็จะทำให้อ้วน และเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนั้น หากกินอย่างพอประมาณ กินหลากหลายครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสมกับแต่ละคน ก็เป็นการปฏิบัติตามพระราชดำรัสแล้ว ดังนั้น ทุกคนรักพระองค์ท่าน ก็ขอให้หันมายึดหลักคำสอนของพระองค์ท่านกัน